“ชมรมรักษ์มุกดาหาร” ยื่นหนังสือ ป.ป.ช.–ตำรวจ เร่งรัด 5 คดีเครือข่ายผู้มีอิทธิพล หลังผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้ารับทราบข้อหา
1 min read
มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ชมรมรักษ์มุกดาหาร นำโดย ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมฯ เข้ายื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดมุกดาหาร และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หลังผู้ถูกกล่าวหาบางรายไม่เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่ประธานชมรมรักษ์มุกดาหารได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในหลายพื้นที่ ได้แก่ สภ.คำชะอี สภ.นิคมคำสร้อย สภ.ดงหลวง และ สภ.หว้านใหญ่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลซึ่งประกอบด้วย อดีตกำนันในพื้นที่อำเภอเมือง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาจังหวัด พร้อมพวก ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายรวม 5 คดีหลัก

คดีสำคัญประกอบด้วย การลักลอบเปิดสวนสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเมืองมุกดาหารเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขจากการประกอบกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานให้ระงับและปิดกิจการ การไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ทั้งก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงความผิดฐานรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินกว่ากฎหมายกำหนด

สำหรับความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ได้ออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเปิดสวนสัตว์โดยมิชอบ จำนวน 3 คดี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 โดยผู้ถูกกล่าวหาได้ขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย ผู้ถูกกล่าวหาไม่เดินทางมาตามนัด พนักงานสอบสวนจึงดำเนินการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ขณะที่คดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและการรับประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทางชมรมรักษ์มุกดาหารได้เรียกร้องให้ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร ชี้แจงความคืบหน้าและแนวทางการดำเนินการต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ

ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม ระบุว่า การติดตามคดีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายควรเป็นไปอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติตามฐานะหรือตำแหน่ง พร้อมยืนยันว่าชมรมฯ จะติดตามความคืบหน้าของทั้ง 5 คดีอย่างต่อเนื่องในฐานะภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ