พุธ. มิ.ย. 10th, 2026

ข่าวชัด Khaochad.co.th

ข่าวสารฉับไว ชัดตรงประเด็น สื่อความมั่นคงของชาติ

พบทุนรัสเซียรุกทำเหมืองเขตว้า-รัฐฉาน กระทบชุมชนหนัก ขณะที่ฝั่งเชียงราย นักท่องเที่ยวปางช้างหายกว่า 80%

1 min read


วันนี้ (4 มิ.ย. 69) มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันนอกจากกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่เข้าไปทำเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมาแล้ว ยังพบกลุ่มทุนจากประเทศรัสเซียเข้าไปดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย


รายงานระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กลุ่มทุนจากทั้งสองประเทศได้เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับเหมืองแร่ทังสเตนบริเวณรอบดอยขี้เหล็ก เมืองโต๋น โดยบริษัทจีนร่วมมือกับกองทัพว้า (United Wa State Army : UWSA) ซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อดำเนินโครงการเหมืองแร่ทังสเตนขนาดใหญ่ทางทิศใต้ของดอยขี้เหล็ก ขณะที่บริษัทจากรัสเซียพยายามดำเนินการผ่านรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อเข้าไปทำเหมืองในพื้นที่ทางตอนเหนือของภูเขาลูกเดียวกัน
ดอยขี้เหล็กตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 20 กิโลเมตร บริเวณด้าน อ.เชียงดาว อ.ไชยปราการ และ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,970 เมตร โดยคำว่า “ขี้เหล็ก” ในภาษาไทใหญ่ หมายถึงเศษแร่ ทั้งนี้ มีรายงานว่าการทำเหมืองแร่แห่งใหม่ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก


นอกจากนี้ ยังพบเหมืองแร่ทังสเตนขนาดใหญ่แห่งใหม่ของจีนที่เมืองจ้อด ห่างจากตัวเมืองประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มผลิตตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากมีวิศวกรชาวจีนเข้าไปสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ปี 2566 ต่อมาในปี 2567 มีการสร้างถนนและขุดเจาะอุโมงค์เข้าไปในภูเขา และในปี 2568 มีการก่อสร้างโรงแต่งแร่ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร พร้อมสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำจากแม่น้ำผักกูด


ปัจจุบัน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท้ายน้ำของเหมืองระบุว่าได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและการทำเกษตรกรรม โดยการดำเนินงานของเหมืองมีการขนส่งเครื่องมือและเครื่องจักรจากประเทศจีนผ่านแม่น้ำโขง มาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบ้านโป่ง จังหวัดท่าขี้เหล็ก ก่อนลำเลียงด้วยรถบรรทุกผ่านบ้านฮุง เมืองสาด และบ้านนากองมู เมืองโต๋น ไปยังเหมืองแร่ที่เมืองจ้อด


ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันมีพนักงานชาวจีนในเหมืองประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้จัดการและช่างเทคนิค ขณะที่มีการจ้างแรงงานชาวไทใหญ่และชาวพม่าประมาณ 250 คน โดยสินแร่ทังสเตนจะถูกทุบ บดละเอียด และใช้สารเคมีแยกผงทังสเตน ก่อนบรรจุกระสอบขนส่งด้วยรถบรรทุกไปยังประเทศจีน ซึ่งมีการขนส่งครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยรถบรรทุกขนาด 12 ล้อ จำนวน 5 คันต่อเที่ยว ผ่านพื้นที่รัฐฉานในเขตควบคุมของกองทัพเมียนมาไปยังชายแดนเมียนมา-จีน ที่เมืองลา


ชาวบ้านในพื้นที่ยังระบุว่า นอกจากแร่ทังสเตนแล้ว ยังพบแหล่งแร่ทองคำและตะกั่วในพื้นที่เหมืองเดียวกันอีกด้วย


ขณะเดียวกัน แม่น้ำผักกูด ซึ่งอยู่ห่างจากเหมืองเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยมีรายงานว่าชาวบ้านว้าบางส่วนมีอาการติดเชื้อที่ผิวหนัง เกิดผื่นคันตามร่างกาย อีกทั้งในปีที่ผ่านมา ตะกอนทรายจากเหมืองได้ไหลเข้าท่วมนาข้าว ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกในพื้นที่ดังกล่าวได้ นอกจากนี้ การกักเก็บน้ำของเขื่อนยังส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลดลง กระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่


ส่วนในฝั่งประเทศไทย ขบวนธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์และประชาชน ยังคงเดินรณรงค์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 จาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อเรียกร้องให้มีการปกป้องแม่น้ำสายต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่หลายชนิดบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ


ขบวนธรรมยาตราได้เดินผ่านบ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวปางช้างชื่อดัง ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดห้วยทรายขาว ต.แม่ยาว โดยในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก จะมีการนั่งเรือจากเทศบาล ต.แม่ยาว ไปยังสะพานแม่ฟ้าหลวง บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นหนังสือและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ด้านนายสีทอง คำแปง ผู้จัดการปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว เปิดเผยว่า ปัจจุบันปางช้างมีช้างทั้งหมด 9 เชือก แต่ไม่สามารถนำช้างลงอาบน้ำในแม่น้ำกกได้เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลเรื่องสารปนเปื้อน จึงต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำจากลำห้วยสาขาและระบบประปาภูเขาแทน


นายสีทอง ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่า 80% ซึ่งถือว่าหนักกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

Loading…

ใส่ความเห็น

You may have missed

Copyright © All rights reserved. | Newsphere by AF themes.