เปิดปม “บัตรชมพูเลข 7” พี่สาวผู้ต้องหาช็อก! ต่างด้าวเกือบ 100 ชื่อโผล่ทะเบียนบ้าน ตั้งข้อสงสัยเจ้าหน้าที่อาจรู้เห็น–เจ้าของห้องอ้างถูกนำเอกสารไปใช้ ยอมรับรับเงินเพราะขัดสน
1 min readพี่สาวผู้ต้องหาช็อก! พบต่างด้าวเกือบ 100 รายชื่อโผล่ทะเบียนบ้าน เชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ–เขตอาจรู้เห็นเป็นขบวนการ ด้านเจ้าของห้องตกเป็นผู้ต้องหา อ้างไม่รู้เรื่อง ยอมทำ เพราะช็อตต้องการเงิน เพียงนำลายเซ็นและสำเนาทะเบียนบ้านไป โดยไม่รู้ว่าจะถูกนำไปใช้ทำอะไร

นางสาวอ้อ พี่สาวผู้ต้องหา และผู้ร้องเรียน กรณีการนำชื่อคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังจากตนพาน้องสาวไปเข้าทะเบียนบ้าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตสอบถามว่าที่บ้านมีการทำบริษัทหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจึงมีคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านเป็นจำนวนมากจึงไปสอบถามน้องสาวอีกคนชื่อว่า “นางสาวผึ้ง” ได้รับคำตอบว่ามีคนชื่อ “น้อย” ว่าจ้างให้ดำเนินการนำคนเข้าทะเบียนบ้าน จำนวน 3 คน เป็นพ่อ แม่ และลูก เพื่อให้เด็กสามารถเข้าเรียนที่ไทยได้ โดยจ่ายเงินให้ 5,000 บาท โดยน้องสาวยืนยันกับตัวเองว่าเอาคนเข้าทะเบียนบ้านเพียงแค่สามคนเท่านั้น
พอพบความผิดปกติตนจึงตัดสินใจเดินทางเข้าไปสอบถามที่การเคหะ และได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความ แต่เมื่อไปถึงโรงพัก กลับได้รับคำตอบจากตำรวจว่าเมื่อได้รับเงินแล้วจะไปแจ้งจับทำไม ก่อนที่สารวัตรอีกคน จะแนะนำว่าให้ติดต่อสำนักงานเขต
จากนั้นตนได้ไปพบเจ้าหน้าที่เขต และ ผอ.เขต และสอบถามถึงกรณีดังกล่าว โดยได้รับคำตอบว่า หากเข้าทะเบียนบ้านครั้งหนึ่งแล้ว ก็สามารถทำได้เรื่อย ๆ ทำให้ตนตั้งข้อสงสัยว่า หากเป็นเช่นนั้นจะเป็นการฮั้วกันหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าว ตน ตัดสินใจนำเรื่องราวดังกล่าวไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ท. ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ได้เข้ามาสอบถามข้อมูล และมอบหลักฐานให้
นางสาวอ้อ ยืนยันว่า เดิมมีการอ้างว่าจะนำคนเข้าทะเบียนบ้านเพียง 3 คน คือ พ่อ แม่ และลูก แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่ามีคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านเป็นจำนวนมาก โดยระบุว่า หากตนไม่ได้เดินทางไปดำเนินการเรื่องทะเบียนบ้านด้วยตัวเอง ก็จะไม่ทราบว่าที่บ้านมีคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านจำนวนมาก ทั้งนี้ หลังทราบเรื่องได้มีการโต้เถียงกับน้องสาว และได้เดินทางไปตบนางสาวผึ้งถึงหน้าโรงพัก เพราะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมกับการที่นำชื่อต่างชาติเข้าทะเบียนบ้านเพียงแค่เงิน 5000 บาท

สำหรับบ้านดังกล่าว เดิมทีเจ้าบ้านคือพ่อของตนเองก่อนที่ตนเองจะมาดูแลต่อเมื่อพ่อเสียชีวิตตนจึงมอบบ้านหลังดังกล่าวให้กับนางสาวผึ้งซึ่งเป็นน้องสาวคนละแม่ดูแล โดยทำสัญญากับการเคหะกำหนดให้อยู่กัน 3 คนพี่น้อง และไม่มีสิทธิ์เซ้งหรือขายห้อง
ส่วนคนชื่อ “น้อย” นางสาวอ้อ ระบุว่า ไม่ได้เป็นนายทะเบียน แต่ทำงานเกี่ยวกับคนต่างด้าว โดยเป็นผู้มาดำเนินการและเป็นผู้จ่ายเงินให้กับน้องสาวของตนโดยที่ตนไม่ทราบเรื่อง พร้อมระบุว่า คนดังกล่าวรู้จักกับครอบครัวและพักอยู่ในแฟลตเดียวกัน โดยนางน้อยอาศัยอยู่ชั้น 5 ส่วนน้องสาวตนเองอาศัยอยู่ชั้น 1 และตนมาทราบภายหลังว่านางน้อยเคยกำชับน้องสาวไม่ให้บอกเรื่องดังกล่าวกับตน โดยบอกว่า “อย่าให้พี่อ้อรู้เรื่อง” กระทั่งตนมาทราบภายหลังว่ามีคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ นางสาวอ้อ เล่าว่า หลังจากตนไปแจ้งความและเดินทางกลับมาที่แฟลต บุคคลชื่อ “น้อย” ได้มานั่งรออยู่บริเวณหัวแฟลต และบอกกับตนว่าไม่ต้องมาบอกว่าไปแจ้งความ เพราะทางโรงพัก สำนักงานเขต โทรศัพท์มาแจ้งและเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว ซึ่งตนก็มองว่าทั้งเจ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าหน้าที่เขตมีส่วนรู้เห็น และ เท่าที่ทราบ บุคคลชื่อ “น้อย” รู้จักทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่เขต และทำงานเกี่ยวกับคนต่างด้าว รวมถึงมีการเปิดบริษัท แต่ตนไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพียงแต่เคยบอกว่าอย่านำเรื่องดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านของตน
นางสาวอ้อ เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นลักษณะขบวนการ โดยมีบุคคลหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้อง และระบุว่าเคยเห็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องเดินทางมาที่แฟลตจำนวนมากกว่า 10 คน โดยแยกกันทำหน้าที่
นางสาวอ้อ ยืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาหรืออิจฉาบุคคลชื่อ “น้อย” หากต่างคนต่างทำมาหากินก็ไม่ติดใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำเรื่องดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านของตน และต้องการให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง
ส่วนกรณีที่เกรงว่าบุคคลดังกล่าวจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือรู้จักผู้ใหญ่ นางสาวอ้อ ระบุว่า ไม่ทราบแน่ชัด แต่คิดว่าอาจมี เนื่องจากมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นลักษณะขบวนการ พร้อมยืนยันว่าไม่กลัวหากบุคคลดังกล่าวได้รับการประกันตัวและกลับมาเอาเรื่อง เพราะตนพร้อมรับมือและต้องการให้เรื่องทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน นางสาวอ้อ ระบุว่า น้องสาวของตนอาจถูกหลอกเช่นกัน เนื่องจากเดิมได้รับข้อมูลว่าจะนำคนเข้าทะเบียนบ้านเพียง 3 คน แต่ภายหลังกลับพบว่ามีจำนวนมากกว่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบลายเซ็นของน้องสาว และพบว่าลายเซ็นที่ใช้ในเอกสารไม่ตรงกับลายเซ็นที่น้องสาวเคยลงไว้
ภายหลังเข้าจับกุม นางสาวผึ้ง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เปิดเผยว่า ตนไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการนำคนเข้ามาเพิ่มในทะเบียนบ้านของตน โดยยืนยันว่า ในตอนแรก “ป้าน้อย” ไม่ได้แจ้งว่าจะนำคนเข้าทะเบียนบ้านจำนวน 3 คน แต่กลับนำเอกสารของตนไป และอ้างว่ามีการปลอมลายเซ็นดำเนินการกันเอง ซึ่งประเด็นที่เอกสารของตนถูกนำไปได้อย่างไรนั้น ตนได้ให้การกับตำรวจไปหมดแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับเงินจากป้าน้อยจำนวน 4,500 บาท เพื่อแลกกับลายเซ็น มอบอำนาจ พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน แต่ไม่ทราบว่าเป็นค่าจ้างในการนำคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน เพราะไม่ได้มีการบอกว่าเป็นค่าจ้างเรื่องใด ตนยอมรับว่าขณะนั้นมีปัญหาเรื่องเงิน จึงรับเงินไว้โดยไม่ได้สงสัยหรือสอบถามรายละเอียด

ส่วนบ้านหลังดังกล่าว ปกติตนอาศัยอยู่กับลูก และเพิ่งมาทราบเรื่องเมื่อเกิดปัญหาขึ้น โดยยืนยันว่าตนเป็นเจ้าบ้าน แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงนามอนุญาตให้นำคนเข้าทะเบียนบ้าน พร้อมย้ำว่าเอกสารของตนถูกนำไปใช้และปลอมลายเซ็น
นางสาวผึ้ง อ้างว่า พี่สาวของตนชื่อเฉลิมษรี ซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานเขต เป็นตัวกลางนำเอกสารไปมอบให้ป้าน้อย โดยป้าน้อยอ้างว่าจะนำไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องลูก เนื่องจากขณะนั้นลูกของตนเพิ่งเกิดได้เพียงไม่กี่วัน โดยตนให้เอกสารสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านอย่างละ 1 ใบ และเซ็นเอกสารเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นยืนยันว่าลายเซ็นในเอกสารอื่น ๆ ถูกปลอมขึ้นทั้งหมด และไม่ได้มีการนำทะเบียนบ้านฉบับจริงไป
นางสาวผึ้ง ยังยืนยันว่า ไม่เคยรับจ้างและไม่รู้ว่าจะมีการนำคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน พร้อมระบุว่า ขณะนี้พบว่ามีรายชื่อบุคคลอยู่ในทะเบียนบ้านมากกว่า 60 คน เมื่อทราบเรื่องรู้สึกตกใจและเป็นห่วงลูก จึงให้การกับตำรวจตามความเป็นจริงทั้งหมด
ส่วนกรณีพี่สาวจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นางสาวผึ้งระบุว่า เชื่อว่าพี่สาวน่าจะทราบเรื่องบางส่วน เนื่องจากเป็นผู้ประสานงานนำเอกสารไปให้ป้าน้อย แต่ไม่ทราบว่าพี่สาวทำงานในตำแหน่งใดของสำนักงานเขต และไม่ทราบว่ามีบุคคลอื่นได้รับเงินในลักษณะเดียวกับตนหรือไม่
นางสาวผึ้ง ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของตนที่ไม่ได้ตรวจสอบและไม่ได้สอบถามว่าเอกสารจะถูกนำไปใช้ทำอะไร หากรู้ตั้งแต่แรกว่าจะนำไปใช้ดำเนินการเรื่องคนต่างด้าว ก็จะไม่ยอมมอบเอกสารให้
สำหรับ “ป้าน้อย” นางสาวผึ้งระบุว่า ไม่ได้สนิทสนมกัน เพียงแต่อาศัยอยู่แฟลตเดียวกัน และเคยทราบว่าป้าน้อยทำงานเกี่ยวกับเรื่องบัตรต่างด้าว แต่ไม่คิดว่าจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ นางผึ้ง ระบุว่า เพิ่งทราบเรื่องอย่างชัดเจนเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ขณะเตรียมจะนำพี่สาวเข้าทะเบียนบ้าน เมื่อพบความผิดปกติจึงให้พี่สาวเข้าแจ้งความทันที
Loading...