“DSI-อัยการ“ เปิดห้องประชุมนัดแรก หารือคดีดิไอคอนภาค 2 หลัง “อัยการสูงสุด“ ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสมิน-บอสแซม”
1 min read
“DSI-อัยการ“ เปิดห้องประชุมนัดแรก หารือคดีดิไอคอนภาค 2 หลัง “อัยการสูงสุด“ ชี้ขาดสั่งฟ้อง ”บอสมิน-บอสแซม“ เร่งเดินหน้าเก็บตกผู้เสียหายในไทย-นอกราชอาณาจักร กว่า 2,535 ราย มูลค่าความเสียหาย 686 ล้านบาท เตรียมสอบสวนปากคำเข้า 2 สำนวนใหม่หลังรับเป็นคดีพิเศษ
จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันสืบสวนสอบสวนและขยายผลในคดีพิเศษที่ 119/2567 กรณี การดำเนินคดีอาญากับบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก หรือแชร์ลูกโซ่ดิไอคอนฯ และคดีพิเศษที่ 115/2567 กรณี การดำเนินคดีฟอกเงินทางอาญาของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ต่อมาวันที่ 20 ธ.ค.67 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติเอกฉันท์สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 18 ราย และ 1 นิติบุคคล ในฐานความผิด 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ , พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ก่อนมีการสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ ในวันที่ 23 ธ.ค.67 กระทั่งอัยการคดีพิเศษได้สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแชม และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน จึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่ได้ถูกปล่อยตัวออกจากการฝากขังชั่วคราว ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง จากนั้นอัยการคดีพิเศษได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 กระทั่งวันที่ 6 เม.ย.68 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาพยานหลักฐานเห็นควรสั่งฟ้อง 2 ผู้ต้องหาดังกล่าว และได้เสนอให้อัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดเพื่อพิจารณา ล่าสุดวันที่ 18 ก.พ.69 อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดสั่งฟ้อง 2 ผู้ต้องหา ซึ่งอัยการคดีพิเศษจะมีการนัดหมายให้ผู้ต้องหามาพบเพื่อยื่นฟ้องตามคำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุด โดยหากผู้ต้องหายังไม่มาตามนัด ทางสำนักงานอัยการคดีพิเศษ ก็จะมีหนังสือให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปนำตัวผู้ต้องหามาส่งพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาต่อไป ขณะที่ความคืบหน้าในส่วนของดีเอสไอ ก็ได้มีการขยายผลรับเป็นคดีพิเศษแยกเป็นอีก 2 สำนวน คือ คดีพิเศษที่ 17/2568 และคดีพิเศษที่ 18/2568 เพื่อรวบรวมปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมทั้งในและนอกราชอาณาจักรที่ตกหล่นจากสำนวนคดีหลัก ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ก.พ. ที่ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการนัดหมายประชุมหารือทางคดี ระหว่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานอัยการ ครั้งที่ 1/2569 นำโดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และพนักงานอัยการ เพื่อวางแนวทางการสอบสวนปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมและพฤติการณ์ทางคดีของผู้ถูกร้องทุกข์ เนื่องมาจากการขยายผลสอบสวนคดีบริษัท ดิไอคอนฯ ซึ่งดีเอสไอได้แยกรับเป็น 2 คดีพิเศษเพิ่มเติม คือ คดีพิเศษที่ 17/2568 เพื่อดำเนินการตรวจสอบถึงกลุ่มผู้เสียหายเพิ่มเติมนอกราชอาณาจักรของบริษัท ดิไอคอนฯ ที่ได้ร่วมลงทุนไป มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย (จาก 13 ประเทศ) พบมูลค่าความเสียหาย 9.44 ล้านบาท โดยคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานผู้เสียหายไปแล้ว จำนวน 10 ราย และมี 1 ราย ขอถอนคำร้องทุกข์ จึงยังเหลือผู้เสียหายที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอสอบปากคำตามกระบวนการความร่วมมือทางคดีอาญา (MLAT) อีกเพียง 19 ราย และอีกส่วน คือ คดีพิเศษที่ 18/2568 เพื่อดำเนินการสอบสวนปากคำพยานผู้เสียหายของบริษัท ดิไอคอนฯ เพิ่มเติมที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เสียหายที่ตกค้างยังไม่ได้ถูกสอบปากคำในสำนวนคดีหลักก่อนหน้านี้ โดยสำนวนคดีนี้มีผู้เสียหายเพิ่มเติม จำนวน 2,505 ราย พบมูลค่าความเสียหาย 677 ล้านบาท
โดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมคดีพิเศษที่ 17/2568 กรณี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก กระทำความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสำนวนคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยฯ (ป.วิ อาญา มาตรา 20) เนื่องจากความผิดในราชอาณาจักรไทยนั้น ทางอัยการคดีพิเศษได้มีคำสั่งฟ้องไปแล้ว และมีคำสั่งไม่ฟ้อง 2 ราย คือ บอสมิน และบอสแซม ซึ่งการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นเด็ดขาด จึงได้ส่งความเห็นกลับมาสอบถามยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้มีความเห็นแย้งต่ออัยการคดีพิเศษ โดยให้สั่งฟ้อง ตามกฎหมายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องส่งไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาดพิจารณา ทำให้อัยการสูงสุดคนปัจจุบันได้มีคำสั่งเห็นพ้องกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือ สั่งฟ้อง ดังนั้น ในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปฯ สำหรับเหตุการณ์นอกราชอาณาจักรไทย กับคดีในราชอาณาจักรไทยจึงแบ่งได้ตอนนี้ว่าคดีในราชอาณาจักรไทย ได้มีผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาไปหมดแล้ว (18 บอสและ 1 นิติบุคคล) จึงเหลือเพียงขั้นตอนที่อัยการคดีพิเศษจะต้องเรียกตัวบอสมินและบอสแซมมาเพื่อนำตัวไปสั่งฟ้องต่อศาลอาญาต่อไป แต่ถ้าติดตามตัวไม่ได้จึงจะได้แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไปติดตามตัวมา
นายวัชรินทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อคดีที่ 1 จบตามคำสั่งเด็ดขาดที่ให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้คดีพิเศษที่ 17/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ปรากฏผู้เสียหายนอกราชอาณาจักรไทยนี้ จะได้ดำเนินการสอบสวนต่อไปได้ และทางผู้เสียหายที่อยู่นอกราชอาณาจักรก็ได้ร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ จึงต้องแยกสำนวนเพื่อสอบสวนปากคำ วันนี้จึงเป็นการประชุมในส่วนของคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปฯ ที่ปรากฏผู้เสียหายนอกราชอาณาจักร โดยปกติแล้วคดีนอกราชอาณาจักร เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดที่จะมอบหมายให้อัยการหรือดีเอสไอสอบสวน หรือสอบสวนร่วมกัน ซึ่งอัยการสูงสุดก็ได้มีมติให้อัยการมาร่วมสอบสวนคดีนี้กับดีเอสไอ เพื่อให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา โดยจะต่างจากคดีแรกที่ดีเอสไอได้ทำสำนวนสอบสวนและส่งฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเหตุให้วันนี้เราต้องมาประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับวาระการประชุมในเช้าวันนี้ มีรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า เบื้องต้นจะหารือถึงกรณีที่อัยการสูงสุดได้พิจารณาชี้ขาดสั่งฟ้อง 2 ผู้ต้องหากลับมา (นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแชม และ น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน) เนื่องจากตอนแรกยังเป็นประเด็นตกค้างว่าจะต้องนำชื่อของทั้งคู่เข้าสู่สำนวนการสอบสวนที่ได้รับเป็นคดีพิเศษใหม่เพิ่มเติม 2 สำนวนด้วยหรือไม่ เพราะทั้งคู่ก็เป็นบุคคลที่ผู้เสียหายอื่น ๆ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ โดยผู้เสียหายก็เคยได้ให้การไว้ว่าหลงเชื่อพวกเขาทั้งคู่จากการเห็นขึ้นเวทีโฆษณาต่าง ๆ และนอกจากนี้ ก็ยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากตามต่างประเทศที่ยังไม่ได้ถูกสอบสวนปากคำเข้าไปในสำนวนหลักก่อนหน้านี้ (คดีพิเศษที่ 119/2567) เราจึงต้องทำการแยกรับเป็นคดีพิเศษเพิ่มมาอีก 2 สำนวน เพื่อจะได้สอบปากคำกลุ่มผู้เสียหายที่ตกหล่นในประเทศไทย และกลุ่มผู้เสียหายที่ตกหล่นอยู่ต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สวีเดน ออสเตรเลีย ฯลฯ ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนทั้งดีเอสไอและอัยการจะได้มีการหารือเพื่อมีมติว่าจะให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปสอบปากคำผู้เสียหายยังต่างประเทศ หรือว่าผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายเดินทางมาให้ปากคำที่ประเทศไทย หรือผู้เสียหายจะมอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินการแทนตน หรือจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 ไปยังประเทศต่าง ๆ เป็นต้น


รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า กรณีที่ผู้เสียหายตกหล่นเหล่านี้ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษถึงบอสรายใด พนักงานสอบสวนก็จะใช้พิจารณาในฐานความผิดเดิม แต่เพียงแค่ต่างกรรมต่างวาระ เช่น ผู้ต้องหาหลอกให้ผู้เสียหาย 1 คนไปลงทุน ก็นับเป็น 1 กรรม ตามลำดับ