ทลายโกดังแปรรูปกัญชาผิดกฎหมายย่านบางบอน รวบ 4 ชาวเวียดนาม ยึดของกลางกว่า 470 กิโลกรัม พบเชื่อมโยงขบวนการข้ามชาติส่งยุโรป
1 min read
ตำรวจปราบปรามยาเสพติดสนธิกำลังร่วม อย. และกรมการแพทย์แผนไทยฯ เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ซอยบางบอน 5 หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นกัญชารุนแรงและเสียงรบกวนตลอดทั้งวันทั้งคืน ก่อนจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนาม 4 ราย พร้อมตรวจยึดกัญชาและผลิตภัณฑ์แปรรูปจำนวนมาก มูลค่ากว่า 3.1 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง นำกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เข้าตรวจค้นโกดังปูน 2 ชั้น ภายในซอยบางบอน 5 ซอย 3 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ตามหมายค้นของศาลอาญาธนบุรี
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนว่าโกดังดังกล่าวส่งกลิ่นกัญชาออกมานอกอาคารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้พักอาศัยในละแวกใกล้เคียง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีการทำงานและขนส่งสินค้าเข้าออกตลอดเวลา


จากการสืบสวนพบว่าอาคารดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นสถานที่แปรรูปกัญชาแบบครบวงจร มีการติดตั้งฉนวนกันความร้อน ระบบระบายอากาศ และเครื่องปรับอากาศจำนวนมาก ภายในแบ่งเป็นห้องปิด 5 ห้อง ใช้สำหรับเก็บวัตถุดิบ แปรรูป อัดขึ้นรูป และเก็บรักษาผลิตภัณฑ์
เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้ 4 ราย พร้อมตรวจยึดช่อดอกกัญชา 442 กิโลกรัม แฮช 20 กิโลกรัม โรซิน 2 กิโลกรัม เรซินชนิดขี้ผึ้ง 2.5 กิโลกรัม และกัญชาผง 8.7 กิโลกรัม รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตหลายรายการ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 3,195,000 บาท
ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานรับซื้อและแปรรูปกัญชา ก่อนลักลอบส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย รวมถึงหัวหน้ากลุ่มซึ่งเป็นชาวเวียดนามและเดินทางออกนอกประเทศไปก่อนการเข้าตรวจค้น
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (สารสกัดกัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อผลิตและจำหน่ายยาเสพติด และความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับสมุนไพรควบคุม ก่อนเร่งขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



