ศรีสะเกษ ! ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ดันโคขุนเปิดตลาดต่างประเทศ ลดต้นทุนอาหารสัตว์ เพิ่มรายได้เกษตรกร
1 min readศรีสะเกษ ! ศุภจี” ลงพื้นที่ศศรีสะเกษ ! ศุภจี” ลงพื้นที่ศรีสะเกษ ดันโคขุนเปิดตลาดต่างประเทศ ลดต้นทุนอาหารสัตว์ เพิ่มรายได้เกษตรกรรีสะเกษ ดันโคขุนเปิดตลาดต่างประเทศ ลดต้นทุนอาหารสัตว์ เพิ่มรายได้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่กฤษฎาฟาร์มโคขุน อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดโคขุน พร้อมประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ถึงแนวทางยกระดับโคขุนศรีสะเกษสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยมี นายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต 3 นายวิทวัส ไตรสรณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรศรีสะเกษ เขต 9 นายศุภกิจ สีหาภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรศรีสะเกษ เขต 2 นายอำเภอเบญจลักษ์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับและร่วมสะท้อนข้อเสนอในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคขุนของจังหวัดศรีสะเกษ ที่สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเลี้ยงโคแล้ว “ต้นทุนลดลง ขายได้ราคาดีขึ้น และเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยตรง”

ปัจจุบันกฤษฎาฟาร์มทำหน้าที่รวบรวมโคจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง นำมาขุนประมาณ 3 เดือน มีต้นทุนรับซื้อเฉลี่ยตัวละประมาณ 20,000 บาท ก่อนจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางประมาณตัวละ 40,000 บาท ขณะที่ฟาร์มและเครือข่ายมีโคประมาณ 500 ตัว ส่วนใหญ่เป็นโคพันธุ์ชาร์โลเล่และโคลูกผสมบราห์มัน
ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer การส่งเสริมอาหารสัตว์ลดต้นทุน และการยกระดับมาตรฐานฟาร์ม โดยแนวทางที่กำหนดไว้มีเป้าหมายช่วยให้เกษตรกร ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ร้อยละ 30–50 รวมถึงเพิ่มจำนวนฟาร์มที่ผ่านมาตรฐาน GFM พร้อมพัฒนาสายพันธุ์เพื่อยกระดับคุณภาพซากและไขมันแทรกของเนื้อโค อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและจีน ปัจจุบันโคจากพื้นที่มีการจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางในจังหวัดมุกดาหารเพื่อส่งต่อไปยังเวียดนาม โคมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 550 กิโลกรัมต่อตัว ราคาประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม หรือราว 44,000 บาทต่อตัว ก่อนที่ตลาดเวียดนามจะส่งต่อไปยังประเทศจีน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐช่วยผลักดันการส่งออกไปเวียดนามโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงสนับสนุนการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจากกรมปศุสัตว์ ส่วนตลาดจีนยังติดข้อจำกัดด้านใบอนุญาตเช่นกัน นอกจากการหาตลาดแล้ว ยังมีการหารือถึง “ต้นทุนอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงโค โดยเสนอให้เชื่อมโยงวัตถุดิบในพื้นที่มาผลิตอาหารสัตว์ ลดภาระต้นทุนกากถั่วเหลืองและข้าวโพด ส่งเสริมวัตถุดิบทางเลือกในท้องถิ่น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และระบบน้ำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชโปรตีนสูง ตลอดจนถ่ายทอดสูตรอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เปลือกข้าวโพดและมันสำปะหลัง ขณะเดียวกันจังหวัดยังมีแนวทางต่อยอดจากการขายโคมีชีวิตไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปภายใต้แบรนด์ “เนื้อดีศรีสะเกษ” และเชื่อมโยงกิจกรรมส่งเสริมตลาด เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับเนื้อโคคุณภาพของจังหวัด

การลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ จึงเป็นการเชื่อมโจทย์ตั้งแต่ “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การลดต้นทุนอาหารสัตว์ การยกระดับมาตรฐานฟาร์ม การแปรรูปสร้างมูลค่า ไปจนถึงการเปิดประตูตลาดต่างประเทศ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล จังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร
เป้าหมายสำคัญ คือทำให้ “โคขุนศรีสะเกษ” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเลี้ยงและขาย แต่ก้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ ลดต้นทุนให้เกษตรกร และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว/ภาพ …. บุญทัน ธุศรีวรรณ
Loading...