“ดร.แก้ว” สู้สุดใจ! โต้ข่าวบิดเบือน ยันยังไม่พ้นตำแหน่งที่ปรึกษา กมธ.ตำรวจ เตรียมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง–ทนายร่อนหนังสือเตือนสื่อและผู้เผยแพร่ข้อมูล
1 min read”ดร.แก้ว“ สู้สุดใจหลังสำนักข่าวบางสำนัก รวมถึงบุคคลผู้ไม่หวังดีนำเสนอข้อมูลในลักษณะบิดเบือน และฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง

กรณี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือดร.แก้ว มีข้อพิพาทกับ ในสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีบุคลเผยกรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เรียก รับเงิน 5 แสนบาท แลกกับการรับผู้สมัคร หลักสูตร ปปร.รุ่นที่ 30 เข้าเรียน หลังจากสื่อหลายสำนักเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือดร.แก้ว ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร และอดีตนักศึกษาหลักสูตร ปปร.รุ่นที่24 ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อ้างว่ามีการเรียกรับเงิน 5 แสนบาท แลกกับโควต้าเข้าเรียน หลักสูตร ปปร.รุ่น ที่ 30 ให้กับผู้สมัครรายหนึ่ง ผ่านนายตำรวจ แต่กลับไม่มีชื่อได้เข้าเรียน

ดร.แก้ว กล่าว่าตามสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการแชร์ข่าวทุกข่าวออกไปนั้น ตนได้ดูรายละเอียด เบื้องต้นก็ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจน รวมถึงตามที่ปรากฏในแหล่งข่าว ที่ประชุมได้มีมติให้ตนพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ในที่ประชุมโดยประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมมาธิการฯให้มีคำสั่งให้ ดร.ปรเมศร์ พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการนั้น ดร.ปรเมศร์ ไม่ได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว และยืนยันว่าไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ในขณะที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาฯ จึงไม่ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการฯ เรื่องนี้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เพียงแต่ดร.ปรเมศร์ แสดงสปิริตและความบริสุทธิ์ใจ เสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการฯ ให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในกรรมาธิการตำรวจทุกตำแหน่ง ไปก่อน กรณีที่มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ที่มีข้อพิพาทกับทางคู่กรณี และในตำแหน่งของคณะกรรมาธิการฯ ทุกตำแหน่ง ดร.ปรเมศร์ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เหมือนเดิม

ทั้งนี้ อยากให้ทางสื่อมวลชลเช็คตรวจสอบกลับไปว่าคู่กรณี ที่รับราชการในขณะนี้ ยังปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่า และทางหน่วยงานต้นสังกัดควรสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ ขณะที่อยู่ในระหว่างสอบหาข้อเท็จจริง และในกรณีมีข้อพิพาทกับคู่กรณี ที่การประชุมกรรมาธิการตำรวจ มี สส.เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การการพิจารณา แต่ที่ประชุมมีมติไม่รับเรื่องไว้เพราะ มีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ และคู่กรณีทั้ง2 ฝ่ายได้มีการ
พูดคุยเจรจากันและได้ถอนแจ้งความไปก่อนหน้านี้แล้ว ทางประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการฯ จึงไม่ได้รับเรื่องนี้ไว้ ตามที่สื่อมวลชนบางสำนักได้กล่าวอ้างว่า ดร.ปรเมศร์ เป็นบุคคลล้มละลาย ที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ในเรื่องข้อพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 ดร.ปรเมศร์ จะเดินทางเข้าให้ข้อมูล และยื่นให้ตรวจสอบทรัพย์สินของคู่กรณีกับทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเรียกทั้ง2 ฝ่าย ที่เป็นข้อพิพาทเข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เพราะคู่กรณี เป็นข้าราชการ และยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ พร้องส่งเรื่องทั้งหมดให้กับ ป.ป.ช.เข้าดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและกระจ่างแก่สังคม

ดร.ปรเมศร์กล่าวต่อว่า ตนพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย พร้อมและยินดีที่จะเข้าชี้แจงให้ข้อมูลข้อเท็จจริง กับหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน และขอให้อยู่ในเกมกติกา ของกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและกระจ่างแก่สังคม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ตนยังได้ได้รับหนังสือ จากคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เชิญเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรอบคอบถูกต้องตามข้อเท็จจริงและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงให้ข้อมูล เกี่ยวกับกรณีที่มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารระดับสูงสถาบันพระปกเกล้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี ตลอดจนความคืบหน้าการดำเนินคดีดังกล่าว ซึ่งตนจะเข้าร่วมประชุมตามคำเชิญ ของคณะกรรมาธิการฯ ในวันพฤหัสที่ 3 กันยายน 2569 ที่จะถึงนี้ และหลังจากเข้าร่วมประชุมชี้แจง ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ ข้อเท็จจริงคงชัดเจนและกระจ่างขึ้น
พร้อมกันนี้ วันที่ 28 สิงหาคม 2569
นายเอกพนธ์ เมฆาสวัสดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ จาก ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ออกหนังสือบอกกล่าว ถึงบรรณาธิการสำนักข่าวทุกสำนัก และบุคคลผู้นำเสนอข้อมูลผ่านสังคมออนไลน์โดยอ้างถึง การนำเสนอข่าว/ข้อมูล กรณี นายปรเมศร์ พัชรกุลพงษ์ มีข้อพิพาทในสื่อสังคมออนไลน์
ตามที่สำนักข่าวออนไลน์หลายสำนักๆ รวมถึงบุคคลผู้ไม่หวังดีนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์หลายช่องทางในลักษณะบิดเบือน และฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง ซึ่งเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายตามปกติ อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวและสามารถยอมความกันได้ตามกฎหมาย นายปรเมศร์ พัชรกุลพงษ์ มิได้มีความประสงค์จะให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แต่ปรากฏว่ามีการนำเสนอข่าวของสื่อหลายสำนักๆ และรวมถึงบุคคลที่ไม่หวังดีพยามนำเสนอข้อพิพาทดังกล่าวในลักษณะชี้นำว่าเป็นการใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งและกล่าวหากัน ซึ่งมิได้มีมูลความจริงแต่อย่างใด เพราะข้อพิพาทดังกล่าวได้ยุติลงแล้ว แต่การนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนและไม่สุจริต ย่อมทำให้เกิดความเสียหายกับทุกฝ่าย
ข้าพเจ้าในฐานะทนายความ ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายปรเมศร์ พัชรกุลพงษ์ (ดร.แก้ว) จึงขอประกาศ/บอกกล่าวมายังสำนักข่าวออนไลน์ต่าง หรือบุคคลใดก็ตามที่นำเสนอข้อมูลโดยไม่สจริต ให้หยุดการนำเสนอข่าวหรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะทุกช่องทางในทันที และหากพิจารณาแล้วว่าเข้าข่ายการใส่ความนายปรเมศร์ พัชรกุลพงษ์ (ดร.แก้ว) ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ข้าพเจ้ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข่าว/ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งทางแพ่งและอาญาต่อไป
Loading...