“สส.ทวีทรัพย์” รับหนังสือกลุ่มผู้ประกอบการอัดใบอ้อยอีสาน เดือดร้อนราคาลด–แบกหนี้เครื่องจักร เตรียมนำเรื่องเข้าสู่ กมธ.พาณิชย์ฯ จี้ความชัดเจนมาตรการ 300 บาท/ตัน
1 min read“สส.ทวีทรัพย์” รับหนังสือกลุ่มผู้ประกอบการอัดใบอ้อยอีสาน เดือดร้อนราคาลด–แบกหนี้เครื่องจักร เตรียมนำเรื่องเข้าสู่ กมธ.พาณิชย์ฯ จี้ความชัดเจนมาตรการ 300 บาท/ตัน
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการอัดใบอ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการจากหลายจังหวัด เข้ายื่นหนังสือต่อ นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพรวบรวมและอัดใบอ้อย รวมถึงปัญหาราคารับซื้อ ภาระหนี้จากการลงทุนเครื่องจักร และความชัดเจนของมาตรการสนับสนุนใบและยอดอ้อย 300 บาทต่อตัน

หนังสือร้องเรียนระบุว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2562 มีการรณรงค์ให้ชาวไร่อ้อยลดและงดการเผา พร้อมส่งเสริมการนำใบอ้อยและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อสร้างรายได้และช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีการประชาสัมพันธ์รับซื้อใบอ้อยประมาณ 1,000 บาทต่อตัน ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักร รถ และอุปกรณ์เพื่อรวบรวม อัด และขนส่งใบอ้อยเข้าสู่โรงงาน

ข้อมูลของกลุ่มมิตรผลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะระบุถึงโครงการรับซื้อใบอ้อยในราคา 1,000 บาทต่อตัน เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริม โดยมีวัตถุประสงค์สนับสนุนการลดการเผาอ้อยและลดปัญหา PM2.5 ขณะที่ข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทในปัจจุบันยังระบุถึงการรับซื้อใบอ้อยเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของเกษตรกรด้วย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ร้องระบุว่า การทำธุรกิจอัดใบอ้อยต้องใช้เงินลงทุนสูง ผู้ประกอบการบางรายลงทุนเครื่องจักรประมาณ 2–4 ล้านบาท และต้องพึ่งพาสินเชื่อ โดยมีผู้ร้องบางรายให้ข้อมูลว่ากระบวนการสินเชื่อมีความเกี่ยวข้องกับโรงงานหรือบริษัทในลักษณะการรับรอง ค้ำประกัน หรือประสานสินเชื่อ รวมถึงมีการนำที่ดินหรือทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน ทั้งนี้ กลุ่มผู้ร้องต้องการให้ ธ.ก.ส. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องชี้แจงสถานะและความเกี่ยวข้องจากสัญญาของแต่ละรายโดยตรง
ราคาจาก 1,000 เหลือ 900 ก่อนผู้ร้องระบุบางพื้นที่เหลือราว 800 บาท/ตัน

อีกปัญหาสำคัญคือราคารับซื้อใบอ้อย โดยเอกสารของผู้ร้องระบุว่า จากเดิมประมาณ 1,000 บาทต่อตัน มีการปรับลดเหลือ 900 บาทต่อตัน โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและราคารับซื้อไฟฟ้าของภาครัฐ ขณะที่ผู้ร้องระบุว่าในบางช่วงราคาลดลงเหลือประมาณ 800 บาทต่อตัน สวนทางกับต้นทุนแรงงาน น้ำมัน การซ่อมบำรุงเครื่องจักร และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ลดลงแต่ภาระหนี้ยังคงอยู่

กลุ่มผู้ประกอบการยังมีความกังวลถึงทิศทางตลาดในฤดูผลิต 2569/2570 ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลจะยังรับซื้อใบอ้อยต่อเนื่องหรือไม่ ปริมาณเท่าใด และใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดราคา โดยกลุ่มผู้ร้องยืนยันในหนังสือว่ายังไม่ถือข้อมูลเรื่องการลดหรือยุติการรับซื้อเป็นข้อเท็จจริง และต้องการให้บริษัทและโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นผู้ชี้แจงโดยตรง
ทั้งนี้ ข้อมูลของกลุ่มมิตรผลที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2567 ระบุว่า บริษัทเปิดรับซื้อใบอ้อยต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และตั้งเป้าฤดูหีบ 2567/2568 รับซื้อ 700,000 ตัน ขณะที่ข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2569 ระบุว่าโครงการรับซื้อใบอ้อยยังดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จึงเป็นอีกประเด็นที่ผู้ร้องต้องการทราบความชัดเจนของแผนรับซื้อในฤดูถัดไป
จี้คำตอบ “300 บาทต่อตัน” ใครได้–ได้เมื่อไร
กลุ่มผู้ร้องยังขอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย 300 บาทต่อตัน โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ ผู้มีสิทธิ วิธีคำนวณ และขั้นตอนการจ่าย เนื่องจากผู้ประกอบการอัดใบอ้อยเห็นว่าตนเองเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวม อัด และขนส่งใบอ้อยจากแปลงเข้าสู่ระบบเชื้อเพลิงชีวมวล แต่สมาชิกยังไม่ทราบชัดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการในฐานะใด จำนวนเท่าใด และผ่านกลไกใด

ภายหลังรับหนังสือ นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย จะนำข้อร้องเรียนและเอกสารหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหา
ประเด็นสำคัญที่ผู้ร้องต้องการคำตอบ ได้แก่ สถานะและผู้มีสิทธิในมาตรการ 300 บาทต่อตัน แผนและหลักเกณฑ์รับซื้อใบอ้อยในฤดู 2569/2570 แนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ลงทุนเครื่องจักรและมีภาระหนี้ ตลอดจนการกำหนดระบบตลาดใบอ้อยในระยะยาว เพื่อให้การลดการเผาอ้อยและ PM2.5 สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนเพียงฝ่ายเดียว
พร้อมกันนี้ จะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. ตลอดจนบริษัทและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกี่ยวข้อง เพื่อแยกให้ชัดว่าเรื่องใดมีเอกสารยืนยันแล้ว เรื่องใดเป็นข้อมูลจากผู้ร้อง และเรื่องใดจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนกำหนดแนวทางช่วยเหลือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
#ใบอ้อย #ชาวไร่อ้อย #อัดใบอ้อย #ลดการเผาอ้อย #PM25 #เกษตรกร #ทวีทรัพย์ตัดสมัย #กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา #สภาผู้แทนราษฎร
Loading...