ปทุมธานี นายกฯ สั่งด่วน! “เอกนิติ” ลงพื้นที่ เร่งจัดการน้ำเชื่อมทั้งระบบ รับมือมรสุมลูกใหม่
1 min read
ปทุมธานี – นายกรัฐมนตรีมอบหมาย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำปากคลองรังสิต ติดตามสถานการณ์น้ำ เร่งประสานการระบายน้ำตั้งแต่นครนายก–ปทุมธานี–กรุงเทพฯ ไปจนถึงสมุทรปราการ เตรียมรับฝนระลอกใหม่ พร้อมสั่งเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ป้องกันระบบระบายน้ำสะดุดหากไฟฟ้าขัดข้อง
วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี นายวีรวัฒน์ ผสมทรัพย์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ บรรยายสรุปสถานการณ์ พร้อมด้วย นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอเมืองปทุมธานี ปภ.จังหวัดปทุมธานี นายสมบูรณ์ ปานย้อย นายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรายงานข้อมูล

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงมาติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดปทุมธานี เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับฝนระลอกใหม่ โดยได้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกและปทุมธานี เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขร่วมกัน
ขณะนี้ปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปริมาณน้ำที่ไหลจากจังหวัดนครนายกเข้าสู่พื้นที่ ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือยังทรงตัวและยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ในขณะนี้
ก่อนหน้านี้ จังหวัดปทุมธานีได้ขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก หรือ “เครื่องซิ่ง” เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ โดยรัฐบาลได้จัดหาเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเข้ามาสนับสนุนแล้ว เพื่อช่วยระบายน้ำตามพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะบริเวณตรอกและซอยที่ยังมีน้ำท่วมขัง
รองนายกรัฐมนตรีกำชับให้จังหวัดให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อรวบรวมความต้องการและเร่งให้ความช่วยเหลือ ขณะที่กรมชลประทานจะเร่งระบายน้ำและผันน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
ส่วนกรณีพื้นที่อำเภอองครักษ์และคลอง 12 ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบและมีข้อเสนอให้ระบายน้ำบางส่วนมายังฝั่งรังสิต ดร.เอกนิติ ระบุว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ เพราะพื้นที่รังสิตเองรับน้ำมาจากทั้งองครักษ์และนครนายก ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีปัญหาการระบายน้ำในบางจุดเช่นเดียวกัน


จึงเตรียมนัดประชุมร่วม 3 ภาคส่วนภายใน 1–2 วันนี้ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง รวมถึงต้องเร่งระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำอย่างจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเปิดทางรับน้ำจากตอนบนอย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ ได้กำชับทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือมรสุมลูกใหม่ รวมถึงประสานการไฟฟ้าให้จัดเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หรือ Generator ประจำจุดสำคัญ หลังที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีไฟฟ้าดับจนเครื่องสูบน้ำไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำให้การระบายน้ำล่าช้า
ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ทำให้เห็นสถานการณ์จริงและสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาได้ทันที พร้อมขอบคุณจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรมชลประทาน และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้
