“ทนายอนันต์ชัย” พาสองผัวเมียแจ้งความจับร้านทอง “ย” ยักยอกทองฝาก 60 บาท ซ้ำถูกป้ายสีเป็นขบวนการฉ้อโกง
1 min read
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ สภ.พิมาย จ.นครราชสีมา นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” พานางอภัสรา (เรียม) และนายเจริญ (เริญ) ผลพิมาย สองสามีภรรยาชาวอำเภอพิมาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของร้านทองชื่อดังแห่งหนึ่งในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” หลังนำทองคำแท่งที่สะสมมาทั้งชีวิตไปฝากไว้ แต่กลับถูกปฏิเสธการคืนทองส่วนที่เหลือ แถมยังถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพนักงานร้านฉ้อโกง
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนทั้งคู่เริ่มสะสมทองคำมาตั้งแต่ช่วงปี 2539 ขณะไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน ตั้งแต่ราคาทองบาทละประมาณ 3,000-5,000 บาท จนปัจจุบันพุ่งสูงถึงกว่า 70,000 บาท โดยเก็บหอมรอมริบจากการทำนา ทำไร่ และขายของตลาดนัด จนมีทองคำแท่งสะสมถึง 60 บาท ซึ่งเรื่องนี้เก็บเป็นความลับไม่เคยบอกใครแม้กระทั่งลูก

เนื่องจากเป็นลูกค้าประจำของ “ร้านทอง ย.” ในอำเภอพิมาย จนเกิดความสนิทสนมและไว้วางใจ ทางเจ้าของร้านจึงชักชวนให้นำทองมาฝากไว้ที่ร้าน โดยอ้างว่า “ปลอดภัยกว่าธนาคาร” และหากต้องการขายก็ทำได้ทันที มีกำไรส่วนต่างให้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ผู้เสียหายจึงซื้อทองสะสมเพิ่มและฝากไว้ที่ร้านรวมทั้งสิ้น 140 บาท โดยมีเพียงใบเสร็จและเอกสารการรับฝากเป็นหลักฐาน
ต่อมาปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายต้องการเบิกทองคำทั้งหมด 140 บาทคืน แต่ทางร้านกลับคืนให้เพียง 80 บาท (ตีเป็นเงินสดประมาณ 6.1 ล้านบาทตามราคาขณะนั้น) ส่วนอีก 60 บาท ที่เหลือ ทางร้านอ้างว่าไม่มีทองคืนให้และเงินสดไม่เพียงพอ
ซ้ำร้าย ทางร้านยังกล่าวหาว่าผู้เสียหายสมรู้ร่วมคิดกับรองผู้จัดการร้าน (พนักงานสาวที่ถูกไล่ออกไปก่อนหน้านี้) ในการทุจริตฉ้อโกงร้านทองเป็นเงิน 276,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะเครียดจัด กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะจาก “ผู้ฝากทอง” กำลังจะกลายเป็น “ผู้ต้องหาลักทรัพย์”
นายอนันต์ชัย ไชยเดช ระบุว่า เคสนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับการ “ออมทอง” หรือฝากทองไว้กับร้านค้า พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า:
“การนำทองไปฝากที่ร้านทอง เท่ากับเราทำให้ร้านรวยขึ้น เพราะเขาสามารถนำทองเราไปหมุนเวียนขายหรือเทรดต่อได้ ในขณะที่เราถือเพียงเศษกระดาษใบเดียวซึ่งไม่มีความปลอดภัยเลย หากคิดจะสะสมทอง ควรเก็บไว้กับตัวที่บ้านจะปลอดภัยที่สุด”
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สภ.พิมาย ได้รับเรื่องร้องทุกข์และสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
