พฤหัส. ส.ค. 20th, 2026

ข่าวชัด Khaochad.co.th

ข่าวสารฉับไว ชัดตรงประเด็น สื่อความมั่นคงของชาติ

กลุ่มสภาองค์การนายจ้าง–ผู้ประกอบการ ยื่นหนังสือต่อประธาน กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ขอชะลอการจัดเก็บ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”

1 min read

กลุ่มสภาองค์การนายจ้าง–ผู้ประกอบการ ยื่นหนังสือต่อประธาน กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ขอชะลอการจัดเก็บ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”


“อิสรีย์ ภักหาญสวัสดิ์” ประธานสภาองค์การนายจ้างเพื่อการลงทุนแห่งประเทศไทย (ECIT) พร้อมกลุ่มสภาองค์การนายจ้างและผู้ประกอบการ ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ขอให้พิจารณาชะลอการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่มีกำหนดเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ชี้ภาคธุรกิจและแรงงานยังต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมของระบบ หลักเกณฑ์การบริหารกองทุน และสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ เสนอเปิดเวทีหารือนายจ้าง–ลูกจ้าง–ภาครัฐ ก่อนเดินหน้าจัดเก็บจริง
กลุ่มสภาองค์การนายจ้างและผู้ประกอบการ นำโดย คุณอิสรีย์ ภักหาญสวัสดิ์ ประธานสภาองค์การนายจ้างเพื่อการลงทุนแห่งประเทศไทย (Employers’ Confederation for Investment of Thailand : ECIT) ได้ยื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาปัญหาและผลกระทบจากการเตรียมจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
ภาคนายจ้างเสนอให้รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาชะลอการจัดเก็บออกไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ประเมินผลกระทบ เตรียมความพร้อมของระบบ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดเก็บ การนำส่งเงิน การบริหารกองทุน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับอย่างชัดเจน
ภายหลังการยื่นหนังสือ คุณอิสรีย์ให้สัมภาษณ์กับ นายสุวรรณ บัวโรย ผู้ดำเนินรายการ “ข่าวชัดประเด็นจริง” โดยระบุว่า ข้อเสนอของกลุ่มนายจ้างไม่ได้มีเจตนาคัดค้านการสร้างหลักประกันหรือการคุ้มครองลูกจ้าง แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ความพร้อมของระบบและสภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่จะเริ่มจัดเก็บ


คุณอิสรีย์ระบุว่า แม้อัตราเงินที่จะเริ่มจัดเก็บอาจดูเป็นจำนวนไม่มากเมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล แต่สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวนมาก ภาระที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเงินสมทบเท่านั้น ยังรวมถึงการปรับระบบเงินเดือน การหักเงินสะสม การจัดทำข้อมูล การนำส่งเงิน การตรวจสอบ และการชี้แจงทำความเข้าใจกับลูกจ้าง
ในส่วนของลูกจ้างเองก็จะมีเงินอีกส่วนหนึ่งถูกหักจากค่าจ้าง จึงจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรกลับมา เงินดังกล่าวจะถูกบริหารอย่างไร และมีระบบกำกับตรวจสอบอย่างไร
ตามหลักเกณฑ์ที่เตรียมบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจะนำส่งเงินสะสมในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25% ก่อนปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
คุณอิสรีย์มองว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า “0.25% มากหรือน้อย” แต่ควรพิจารณาว่าระบบทั้งหมดมีความพร้อมเพียงใด เพราะเมื่อมีการหักเงินจากลูกจ้างและเรียกเก็บเงินจากนายจ้างแล้ว ทุกฝ่ายย่อมต้องการทราบว่าเงินกองทุนจะถูกนำไปบริหารในรูปแบบใด จะสร้างผลตอบแทนหรือรักษามูลค่าของเงินในระยะยาวอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลและตรวจสอบ
อีกข้อเสนอหนึ่งคือ รัฐควรพิจารณาว่า สามารถ บูรณาการระบบกองทุนเข้ากับโครงสร้างที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะระบบของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งมีฐานข้อมูลนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงระบบรับและนำส่งเงินสมทบอยู่แล้วได้หรือไม่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระในการสร้างระบบใหม่


นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับ แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งบางส่วนเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพียงระยะหนึ่งก่อนเดินทางกลับประเทศ จึงต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า เงินสะสมของแรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับคืนในกรณีใด สามารถใช้สิทธิเมื่อใด และหากเดินทางออกจากประเทศไทยแล้วจะมีช่องทางดำเนินการอย่างไร
คุณอิสรีย์ระบุอีกว่า จากการพูดคุยกับเครือข่ายผู้ประกอบการ พบว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่ ไม่ทราบหรือยังไม่เข้าใจรายละเอียดของกองทุนอย่างครบถ้วน บางรายทราบเพียงว่าจะมีการจัดเก็บเงิน แต่ยังไม่ทราบขั้นตอนการนำส่ง ขอบเขตของสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ หรือสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับ


ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนการประกอบกิจการ การแข่งขัน สภาพคล่อง การส่งออก และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ช่วงเวลานี้เหมาะสมเพียงใดที่จะเพิ่มภาระทางการเงินและภาระด้านระบบให้แก่สถานประกอบการและลูกจ้าง
กลุ่มสภาองค์การนายจ้างและผู้ประกอบการจึงเสนอให้ ชะลอการจัดเก็บกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย รวมทั้งเตรียมระบบ ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ และสร้างความเข้าใจให้กับนายจ้างและลูกจ้างทั่วประเทศก่อนเริ่มจัดเก็บจริง
“ไม่ได้คัดค้านการสร้างหลักประกันให้ลูกจ้าง แต่ก่อนที่จะเก็บเงิน ต้องทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจก่อนว่าเงินกองทุนนี้จะบริหารอย่างไร ลูกจ้างจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงอย่างไร และระบบมีความพร้อมแล้วหรือยัง หากยังมีคำถามอยู่ การชะลอออกไปเพื่อทำให้ทุกอย่างชัดเจนก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”
คุณอิสรีย์กล่าว


การยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อขอให้ฝ่ายนิติบัญญัตินำข้อกังวลของภาคนายจ้างเข้าสู่การพิจารณา และเป็นกลไกประสานให้หน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องได้เข้ามาให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน
จากนี้ต้องจับตาว่า คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา จะมีแนวทางดำเนินการต่อข้อเสนออย่างไร และรัฐบาลกับกระทรวงแรงงานจะทบทวนกำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หรือไม่ เนื่องจากภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมระบบล่วงหน้า ขณะที่ลูกจ้างก็ควรได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนมีการหักเงินจากค่าจ้าง


ข้อเรียกร้องของกลุ่มสภาองค์การนายจ้างและผู้ประกอบการจึงไม่ได้มุ่งให้ “ยกเลิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” แต่ขอให้รัฐสร้างความชัดเจนและความพร้อมก่อนการบังคับใช้ เพื่อให้กองทุนสามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างได้อย่างแท้จริง โดยไม่สร้างภาระที่อาจย้อนกลับมากระทบต่อสถานประกอบการและการรักษาการจ้างงานในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #อิสรีย์ภักหาญสวัสดิ์ #ECIT #กมธแรงงาน #กระทรวงแรงงาน #นายจ้างลูกจ้าง


Loading...

ใส่ความเห็น

You may have missed

Copyright © All rights reserved. | Newsphere by AF themes.