ญาติสาววัย 20 สุดแค้น! พุ่งประชิดตัว “ไอ้บี๋” ผู้ต้องหาฆ่ารัดคอสาวศรีสะเกษ ตำรวจห้ามวุ่น เจ้าตัวยกมือไหว้พูดเบา ๆ “ผมขอโทษ”
1 min read
สุดชุลมุนหน้า สน.ดินแดง! ตำรวจคุมตัว “ไอ้บี๋” ผู้ต้องหาชาวต่างด้าว คดีบุกห้องพักฆ่ารัดคอสาววัย 20 ปี ชาวศรีสะเกษ ส่งฝากขังศาลอาญา ท่ามกลางความโกรธแค้นของญาติผู้เสียชีวิตที่มาดักรอเผชิญหน้า จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ผู้ต้องหายกมือไหว้กล่าวคำขอโทษ ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา ทิ้งเสียงตะโกนสุดสะเทือนใจจากญาติ “หลานผมตาย หลานคุณไม่ได้ตาย ทำไมไม่เห็นใจกันบ้าง!”
วันนี้ เวลา 14.00 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลดินแดง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว “นายบี๋” ผู้ต้องหาชาวต่างด้าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุบุกเข้าไปภายในห้องพัก ก่อนฆ่ารัดคอหญิงสาววัย 20 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขังผลัดแรก หลังตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามจับกุมตัวได้
โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ มีอัตราโทษสูง และอยู่ระหว่างเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการดำเนินคดีตามกฎหมาย

แต่เหตุการณ์กลับตึงเครียดขึ้นทันที เมื่อถึงเวลานำตัวผู้ต้องหาออกจากห้องควบคุม!
บรรดาญาติของหญิงสาวผู้เสียชีวิตที่เดินทางมาดักรอ ต่างอยู่ในอาการโกรธแค้นและเสียใจอย่างหนัก เมื่อเห็นผู้ต้องหาถูกนำตัวออกมา ได้เกิดความชุลมุนขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตรียมกำลังรักษาความปลอดภัยไว้ล่วงหน้า ต้องรีบเข้าระงับเหตุและกันตัวญาติออกจากผู้ต้องหา ก่อนนำตัวขึ้นรถควบคุมได้สำเร็จ

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายบี๋ว่า “รู้สึกผิดหรือไม่ อยากขอโทษญาติผู้เสียชีวิตบ้างไหม?” ก่อนที่ผู้ต้องหาจะยกมือไหว้ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ผมขอโทษ” จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังศาลอาญา
อย่างไรก็ตาม แม้รถควบคุมผู้ต้องหาจะเคลื่อนออกไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญเสียยังไม่จางหาย เสียงร่ำไห้และตะโกนด้วยความคับแค้นใจของญาติยังคงดังขึ้น โดยญาติรายหนึ่งตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ด้วยความอัดอั้นว่า
“ทำไมไม่ปล่อย! หลานผมตาย หลานคุณไม่ได้ตาย ทำไมไม่เห็นใจกันบ้าง!”
เป็นถ้อยคำที่สะท้อนความสูญเสียและความเจ็บปวดของครอบครัวที่ต้องสูญเสียหญิงสาววัยเพียง 20 ปีไปอย่างไม่มีวันกลับ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยผู้ต้องหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
