นายจ้างส่งเสียงถึงรัฐ! จี้ทบทวนเก็บ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” 1 ต.ค.69 “วิสูตร” ห่วงเศรษฐกิจ–ต้นทุนพุ่ง เสนอขยายเวลาออกไปก่อน
1 min readนายจ้างส่งเสียงถึงรัฐ! จี้ทบทวนเก็บ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” 1 ต.ค.69 “วิสูตร” ห่วงเศรษฐกิจ–ต้นทุนพุ่ง เสนอขยายเวลาออกไปก่อน

ภาคนายจ้างส่งสัญญาณถึงรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ขอทบทวนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่มีกำหนดเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังเปราะบาง “วิสูตร พันธวุฒิยานนท์” ชี้ต้นทุนอาจดูน้อยเมื่อคิดต่อคน แต่สำหรับธุรกิจที่มีแรงงานหลักร้อย–หลักพันจะกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ เสนอขยายเวลาออกไปก่อน พร้อมเรียกร้องให้รัฐตอบให้ชัดกรณีลูกจ้างเดิมที่มีอายุงานเกิน 119 วัน
ภาคนายจ้างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานพิจารณาทบทวนการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ ต้นทุนการประกอบธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชนยังมีความเปราะบาง การเพิ่มภาระในช่วงเวลานี้จึงอาจส่งผลกระทบทั้งต่อนายจ้างและรายได้ของลูกจ้าง

นายวิสูตร พันธวุฒิยานนท์ นายกสมาคมนายจ้างผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาปัญหาและผลกระทบจากการเตรียมบังคับใช้กองทุนดังกล่าว ก่อนให้สัมภาษณ์กับ นายสุวรรณ บัวโรย ผู้ดำเนินรายการ “ข่าวชัดประเด็นจริง” ว่า ข้อเสนอของภาคนายจ้างไม่ได้มีเป้าหมายคัดค้านการสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง แต่ต้องการให้รัฐบาลประเมินความพร้อมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงก่อนเริ่มจัดเก็บ
“วิสูตร” ห่วงธุรกิจรับเหมาแรงงาน ต้นทุนเล็กต่อคน แต่ก้อนใหญ่เมื่อมีลูกจ้างหลักพัน
นายวิสูตรกล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาแรงงานมีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากผู้ประกอบการหนึ่งรายอาจมีลูกจ้างตั้งแต่หลายร้อยไปจนถึงหลายพันคน กระจายทำงานอยู่ตามสถานประกอบการต่าง ๆ ดังนั้น แม้เงินสมทบเมื่อคำนวณต่อคนจะดูเป็นจำนวนไม่มาก แต่เมื่อนำมารวมกับลูกจ้างทั้งหมดจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ลูกจ้างต้องถูกหักเงินสะสมจากค่าจ้างเช่นเดียวกัน จึงควรพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังต้องรับภาระค่าครองชีพและสถานประกอบการต้องเผชิญต้นทุนหลายด้าน

นายวิสูตรจึงเสนอว่า ทางเลือกแรกควรพิจารณาขยายระยะเวลาการจัดเก็บออกไปก่อน เพื่อให้สถานประกอบการและลูกจ้างมีเวลาปรับตัว รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาครัฐจัดทำแนวทางปฏิบัติและสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนนำระบบมาใช้จริง
หากไม่เลื่อน ต้องตอบให้ชัด “ลูกจ้างเดิมเกิน 119 วัน” จะดำเนินการอย่างไร
อีกประเด็นที่ภาคนายจ้างต้องการความชัดเจนเป็นพิเศษ คือ ลูกจ้างเดิมที่มีอายุงานเกิน 119 วันก่อนวันที่กองทุนเริ่มจัดเก็บ
เนื่องจากอายุงานตั้งแต่ 120 วันขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ภาคนายจ้างจึงต้องการให้กระทรวงแรงงานกำหนดแนวทางให้ชัดว่า ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวจะเข้าสู่ระบบกองทุนอย่างไร สิทธิเดิมจะได้รับการคุ้มครองในลักษณะใด และการนำส่งเงินเข้ากองทุนจะสัมพันธ์กับภาระค่าชดเชยของนายจ้างอย่างไร
ข้อเสนอจึงมีสองแนวทาง คือ หากสามารถเลื่อนได้ ขอให้ขยายระยะเวลาออกไปก่อน แต่หากรัฐบาลยืนยันเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก็ควรมีมาตรการเปลี่ยนผ่านและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
เศรษฐกิจยังเป็นคำถามสำคัญ

ประเด็นด้านเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เนื่องจากการจัดเก็บเงินกองทุนดังกล่าวเคยถูกเลื่อนจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 มาเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569
เมื่อกำหนดใหม่กำลังจะมาถึง ภาคนายจ้างจึงต้องการให้รัฐบาลประเมินอีกครั้งว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและภาระของสถานประกอบการที่เคยเป็นเหตุผลประกอบการเลื่อนในครั้งก่อน ได้คลี่คลายลงเพียงพอแล้วหรือไม่
หากผู้ประกอบการและลูกจ้างยังเผชิญต้นทุน สภาพคล่อง ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รัฐก็ควรนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาประกอบการตัดสินใจก่อนเดินหน้าตามกำหนด
อัตราจัดเก็บเริ่มฝ่ายละ 0.25%
ตามหลักเกณฑ์ที่เตรียมบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจะนำส่งเงินสะสมในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ก่อนเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่มีระบบสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์อื่นที่กฎหมายกำหนด จะเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านทะเบียนลูกจ้าง ระบบบัญชี ระบบเงินเดือน และขั้นตอนการนำส่งเงิน
จับตา กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ก่อนถึงเส้นตาย 1 ต.ค.69

หลังการยื่นหนังสือ ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา จะพิจารณาข้อเสนอของภาคนายจ้างอย่างไร รวมถึงจะมีการเชิญกระทรวงแรงงาน ตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันหรือไม่
เนื่องจากเหลือเวลาไม่มากก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 สถานประกอบการจำเป็นต้องเตรียมระบบต่าง ๆ ขณะที่ลูกจ้างก็ควรได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนว่า เงินที่ถูกหักจากค่าจ้างจะนำไปบริหารอย่างไร และจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรกลับมา

ข้อเรียกร้องของภาคนายจ้างจึงไม่ได้อยู่ที่การ “ยกเลิกกองทุน” แต่ต้องการให้รัฐบาลตอบประเด็นสำคัญให้ชัดว่า จะเดินหน้าจัดเก็บในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หรือไม่ หากเดินหน้าจะมีมาตรการเปลี่ยนผ่านอย่างไร ลูกจ้างเดิมที่มีอายุงานเกิน 119 วันจะเข้าสู่ระบบอย่างไร และหากสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่พร้อม เหตุใดจึงไม่พิจารณาขยายเวลาออกไปก่อน
ท้ายที่สุด เป้าหมายของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างควรเป็นการสร้างหลักประกันให้คนทำงาน ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างภาระจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและย้อนกลับมากระทบต่อ “การรักษาการจ้างงาน” ของแรงงานเอง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #เลื่อนเก็บเงินกองทุน #วิสูตรพันธวุฒิยานนท์ #กมธแรงงาน #กระทรวงแรงงาน #แรงงานไทย
Loading...