เปิดฉากระทึก! ตร.สอบสวนกลางผนึกกำลังทัพเรือ สกัดจับเรือสปีดโบ๊ต ลักลอบขนกระสุนอาก้ากว่า 3 หมื่นนัดกลางทะเลตราด
1 min read
ตำรวจสอบสวนกลางร่วมมือกับกองทัพเรือ เปิดฉากสกัดจับแก๊งลักลอบขนอาวุธสงครามข้ามชาติ รวบผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมของกลางกระสุนปืนอาก้า (AK-47) ทะลุกว่า 30,000 นัด ซุกเรือสปีดโบ๊ตกลางทะเลเกาะกูด เร่งขยายผลล่าเครือข่ายใหญ่คาดใช้ไทยเป็นทางผ่าน
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ท.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.รน. และ พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 แถลงผลงานชิ้นโบว์แดง หลังสนธิกำลังทัพเรือภาคที่ 1 ตำรวจน้ำ และฝ่ายปกครอง บุกรวบผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมยึดกระสุนปืนอาก้า 31,680 นัด, กระสุนปืนกล 765 นัด, วัตถุต้องสงสัยคล้ายแท่งดินส่ง 3 แท่ง และเรือสปีดโบ๊ตติดเครื่องยนต์แรงสูง 2 เครื่อง บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด แกะรอยข้ามเดือน จากเบาะแสสู่ปฏิบัติการระทึก
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เคยตรวจยึดกระสุนปืนอาก้าและกระสุนปืนกลล็อตใหญ่ในพื้นที่เดียวกันได้ก่อนหน้านี้ ด้วยความร่วมมือด้านข่าวสารที่แน่นแฟ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ปักใจเชื่อว่าขบวนการนี้จะหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ
จนกระทั่งสืบทราบแผนประทุษกรรมว่า ขบวนการดังกล่าวจะใช้เรือสปีดโบ๊ตออกมารับสิ่งของกลางทะเลบริเวณเกาะกูด ภายในน่านน้ำไทย โดยมีเรือเพลายาวจากฝั่งประเทศกัมพูชานำสิ่งของและคนมาส่งมอบ ก่อนจะลำเลียงเข้าสู่ฝั่งบริเวณแม่น้ำเวฬุ รอยต่อจังหวัดจันทบุรีและตราด
เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด กระทั่งเวลา 05.40 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 พบเป้าหมายเป็นเรือสปีดโบ๊ตสีขาวแล่นย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำเวฬุ จึงนำกำลังเข้าแสดงตัวและตรวจค้นทันที


จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ควบคุมเรือสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างผ่านช่องทางออนไลน์จากบุคคลปริศนา ให้ขับเรือไปรับคนชาวกัมพูชาและสิ่งของกลางทะเลใกล้เกาะกูด โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของประเภทใด ก่อนจะนำมาจอดที่ท่าเรือธรรมชาติริมแม่น้ำเวฬุและมาจนมุมถูกจับกุมในที่สุด
ด้าน พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ย้ำถึงความเข้มงวดในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกติดกัมพูชา พร้อมระบุว่าชุดสืบสวนกำลังเร่งขยายผลไปยังกลุ่มทุนและผู้บงการชาวไทยในพื้นที่ภาคตะวันออก




เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาหนักแก่ผู้ต้องหาทั้งหมด ในความผิดฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้โดยผิดกฎหมาย, ครอบครองยุทธภัณฑ์ทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง พร้อมเร่งขยายผลเจาะลึกว่าอาวุธสงครามล็อตนี้มีปลายทางเตรียมส่งไปยังประเทศที่ 3 หรือไม่ เพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินี้ให้สิ้นซาก
