เปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” บุกช่วย 9 เยาวชนเมียนมา ถูกแก๊งสวมสิทธิ์บังคับทาสแรงงาน ทารุณโหด-ข่มขืน!
1 min readเปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” บุกช่วย 9 เยาวชนเมียนมา ถูกแก๊งสวมสิทธิ์บังคับทาสแรงงาน ทารุณโหด-ข่มขืน!

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับกลุ่มไทยไม่ทน เปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านรามคำแหง ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนเมียนมา 9 ชีวิต หลังสืบทราบถูกแก๊งค้ามนุษย์หลอกข้ามฝั่ง สวมสิทธิ์บัตรคนไร้สถานะ บังคับขายพวงมาลัยและน้ำส้มยันตี 4 หากทำยอดไม่ได้ถูกไม้ฟาด-ช้อนลนไฟนาบผิว แฉแหลกเหยื่อสาวถูกข่มขืนซ้ำก่อนหนีตายร้องเรียน
เมื่อเวลา 07.30 น. นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และนายปุณยวัชร เกื้อแก้ว ปลัดอำเภอ ร่วมกับกลุ่มไทยไม่ทน ถือหมายค้นและหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าเปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” ตรวจค้นบ้านพักภายในซอยรามคำแหง 122 หลังสืบทราบว่าถูกใช้เป็นสถานที่กักขังและบังคับใช้แรงงานเด็ก โดยสามารถจับกุม นายอุกฤษ และนางสาวอรนุช สองสามีภรรยาชาวเมียนมา ในข้อหาค้ามนุษย์ (บังคับใช้แรงงานหรือบริการ) และความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก

จากการตรวจค้นบ้านหลังแรก พบประตูหน้าบ้านมีการนำสแลนสีฟ้ามาปิดอำพรางสายตาบุคคลภายนอก ภายในบ้านพบถังน้ำแข็งขนาดใหญ่บรรจุดอกไม้สำหรับร้อยพวงมาลัย กระเป๋าสะพายเด็ก และใบบาร์โค้ด QR Code สำหรับสแกนรับชำระเงินที่โอนตรงเข้าบัญชีของผู้ต้องหา ตรวจสอบพบเยาวชนอาศัยอยู่ภายในบ้านรวม 9 คน แบ่งเป็นเด็กโต 5 คน และเด็กเล็ก 4 คน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เข้ามารับตัวเด็กทั้งหมดไปอยู่ในความดูแล เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นพบว่าเด็ก 5 คนเป็นเด็กข้ามชาติจากเมียนมา อายุระหว่าง 11–18 ปี ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ และไม่มีผู้ปกครองดูแล ส่วนเด็กอีก 4 คนเป็นลูกและหลานของผู้ต้องหาที่มีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ปฏิบัติการครั้งนี้ขยายผลมาจาก เหยื่อสาวชาวเมียนมาพร้อมลูกสาววัย 5 ขวบ ที่หนีตายออกมาร้องเรียนต่อกลุ่มไทยไม่ทน ก่อนจะมีการประสานไปยัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อสั่งการให้กรมการปกครองสืบสวนเบาะแส โดยผู้เสียหายเปิดเผยว่า ถูกนายหน้าหลอกว่าจะพามาทำงานเป็นแม่บ้าน แต่เมื่อมาถึงกลับถูกยึดเอกสารส่วนตัว และบังคับให้ออกไปขายดอกไม้ พวงมาลัย และน้ำส้ม เกือบตลอดทั้งวัน จนถึงเวลา 04.00 น. ของอีกวัน ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนและไม่ได้เรียนหนังสือ นอกจากนี้ เธอยังถูกนายอุกฤษ ข่มขืนกระทำชำเราถึง 6 ครั้ง ส่วนลูกสาววัย 5 ขวบถูกทำร้ายด้วยไม้แขวนเสื้อ และหากใครทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า จะถูกลงโทษอย่างทารุณด้วยการนำช้อนไปเผาไฟจนร้อนจัดแล้วนำมานาบตามร่างกายเพื่อทรมานกดดัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจสอบบ้านอีกหนึ่งหลังภายในซอยรามคำแหง 120 ซึ่งเป็นบ้านญาติของผู้ต้องหา หลังสืบทราบว่าอาจมีเด็กถูกกักขังเพิ่มเติม โดยบ้านหลังดังกล่าวมีการนำตาข่ายสีเขียวมาปิดบังไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง หญิงซึ่งอ้างเป็นญาติผู้ต้องหาได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในตอนแรก แต่เมื่อถูกซักถามหนักเข้า จึงยอมรับว่ามีเด็กบางส่วนออกไปขายน้ำส้มหลังเลิกเรียนจริง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าบ้านพร้อมล็อกประตูแน่นหนา และมีหญิงอีกรายตะโกนข่มขู่เจ้าหน้าที่ห้ามถ่ายภาพ อ้างว่าตนเองรู้กฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องประสานเจ้าของบ้านนำกุญแจมาไขเปิดประตูเพื่อเข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อย

ด้าน เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ประมาณ 1-2 เดือน และสังเกตเห็นความผิดปกติมาโดยตลอด เพราะช่วงกลางคืนจะมีรถจักรยานยนต์มารับเด็กๆ พร้อมข้าวของออกไปขาย และเคยเห็นเด็กๆ นั่งกินข้าวเรียงแถวกันตอนตี 2 ผ่านกระจกบ้าน พอช่วงเช้าเด็กกลุ่มนี้ก็จะนอนหลับไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป ทั้งยังมักมีเสียงด่าทอดังก่อรำคาญจนเพื่อนบ้านบางหลังทนไม่ไหวต้องย้ายหนี ขณะที่เด็กในบ้านก็ถูกผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้พูดคุยหรือมาเล่นกับคนภายนอก
ทางด้าน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ระบุว่า คดีนี้ศาลได้อนุมัติหมายจับในข้อหาค้ามนุษย์เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะร่วมกับ พม. คัดกรองผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม ส่วนเรื่องสถานะทางทะเบียนของผู้ต้องหาที่พบว่ามีการนำเด็กข้ามชาติมาสวมสิทธิ์บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0) นั้น หากพบว่าเป็นการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะดำเนินการเนรเทศตามขั้นตอน แต่หากอยู่ในกลุ่มชนชายขอบ ก็จะพิจารณาตามหลักสิทธิมนุษยชนควบคู่กันไป
Loading...